การดำรงชีวิตในภาวะเงินเฟ้อสูง

การดำรงชีวิตในภาวะเงินเฟ้อสูง
ในฐานะของคนทำงานอยู่ที่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งมีหน้าที่ในการให้ความรู้ในเรื่องการออม/การลงทุนต่อสมาชิกซึ่งเป็นข้าราชการประมาณ 1.2 ล้านคนทั่วโลก ในช่วงนี้ก็มีคำถามของสมาชิกท่านหนึ่งถามว่า ในยุคที่ราคาสินค้าแพงนี้ จะมีคำแนะนำให้ดำรงชีวิตอย่างไร ผู้เขียนเข้าใจดีถึงความรู้สึกดังกล่าว ว่าเป็นคำถามที่คนเกือบทั้งประเทศอยากจะรู้ เพราะความเดือดร้อนนั้นมีผลกระทบที่รู้สึกได้ชัดเจน ที่เงิน 100 บาทที่อาจเคยทานข้าวได้ 3 มื้อปัจจุบันจะเหลือเพียง 2 มื้อหรือ 1 มื้อครึ่งและหากจะเป็นการซื้อน้ำมันเติมรถยนต์เงิน 100 บาท ก็ซื้อน้ำมันได้เพียง 2 ลิตรเท่านั้นเอง เข้าใจว่าคนถามคงไม่หวังคำตอบว่าแล้วจะมีเงินเหลือสำหรับการเก็บออมเท่าไร แต่สะท้อนให้เห็นว่าจะให้มีเงินพอกินพอใช้ประจำวันอย่างไรท่ามกลางการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของค่าครองชีพ ในปัจจุบัน ผู้เขียนคิดว่าคำตอบที่ดีที่สุดก็คงจะเป็นการดำเนินชีวิตตามแนวทางพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคือ “เศรษฐกิจพอเพียง”

หัวใจสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงมีอยู่ 3 ประการ คือ หนึ่ง ความพอประมาณ สองความมีเหตุผล และความมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งหาก ผู้ใดนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของตนเอง ก็จะสามารถฝ่าฟันสถานการณ์ได้ทุกรูปแบบ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ความพอประมาณหมายถึง การกระทำ อันใดบนฐานความพอดีที่ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ความพอดี ของแต่ละบุคคลหรือแต่ละครอบครัวเองก็จะไม่เท่ากัน เพราะสถานการณ์ทางการเงินไม่เท่ากัน ในการใช้ชีวิตประจำวันคือรายจ่ายของตน เองที่ต้องพอเหมาะพอสมกับรายได้ ไม่ฟุ่มเฟือย

ความฟุ่มเฟือยนั้น คือ การที่มีการบริโภคสินค้าและบริการที่ไม่ได้มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เบียดเบียนตนเองด้วยการกระเบียดกระเสียรประหยัดมากจนเกินไป เช่น อดไม่ยอมกินอาหารที่ดีมีคุณภาพหรือกินอาหารไม่พอเพียง จนมีปัญหาต่อสุขภาพและเจ็บไข้เป็นต้น สำหรับการลงทุนในการประกอบธุรกิจนั้นจะต้องรู้กำลังเงินของเรา ไม่ลงทุนที่มากเกินไปที่มีการกู้หนี้ยืมสินมาสำหรับการลงทุนจนเกินตัว จนกระทั่งจะเกิดปัญหาทางการเงิน จนธุรกิจต้องประสบภาวะล้มละลายควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไปตามสภาวการณ์

ความมีเหตุผล นั้นเป็นการใช้สติปัญญาไตร่ตรองถึงเหตุและผล ความ “อยากได้” “ใคร ๆ เขาก็มีกัน” “กำลังอินเทรนด์” “มันเป็นแฟชั่น” “ไม่มีแล้วอายเขาแย่เลย” คำเหล่านี้คือข้ออ้างของคนประเภทวัตถุนิยม เป็นความฟุ้งเฟ้อ ไม่ถือเป็นเหตุผลของคนพอเพียง เนื่องเพราะคนพอเพียงจะคำนึงถึงประโยชน์มากกว่ารูปแบบ ความ มีเหตุผลนั้นจะรวมไปถึงการคิดด้วยเหตุด้วยผลในการตัดสินใจในการใช้จ่ายและการลงทุน ว่าเป็นรายจ่ายที่สมควรหรือจำเป็นหรือไม่

ความมีภูมิคุ้มกัน ภูมิคุ้มกันคือการมีแผนสำรองสำหรับจัดการกับความเสี่ยงที่จะเกิด ขึ้นในอนาคตหมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อรับกับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เพราะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอันมากที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา เพราะอนาคตคือความไม่แน่นอนเราไม่อาจรู้ว่าสถานการณ์ของโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร เศรษฐ กิจจะผันผวนไปแค่ไหน ความต้องการของตลาดจะเปลี่ยนไปอย่างไร กระทั่งเราไม่อาจรู้ได้ว่าเราจะเจ็บป่วยเมื่อไหร่ หรือโชคจะเข้าข้างเราหรือไม่ ภูมิคุ้มกัน จะทำให้เราไม่ประมาท ทำให้เรารู้จักที่จะวางแผนที่ดีในวันนี้ เพื่อวันข้างหน้า ทำให้เรารู้จักหาทางหนีทีไล่ มีแผนสำรองเพื่อการแก้ไขปัญหาที่หลากหลายที่เกิดขึ้น และมีการเปลี่ยนแปลงได้ทุกขณะ

ซึ่งโดยสรุปแล้ว การดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้นั้นทำให้ตัวเรามีความแข็งแรง ชุมชนและประเทศมีความเข้มแข็งอยู่รอดในทุกสถาน การณ์ ที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ.

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 เวลา 15:40 น.
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Columnid=60387&NewsType=2&Template=1

จากคุณ: mOOOm เมื่อ: 24 กรกฎาคม 2008 เวลา 9:10 11 ปีที่แล้ว